สอบ ielts รับรองผล +7 ไม่ยาก เราทำได้

เปิดข้อมูล สอบ ielts เพื่อรู้จัก ข้อสอบ ให้มากขึ้นเริ่มต้นจากการทำความรู้จักกับข้อสอบ

คำว่า IELTS ย่อมาจาก International English Language Testing System เป็นข้อสอบมาตรฐานที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ เป็นที่ยอมรับ โดยสถานบันการศึกษานานาชาติ

ของผู้ที่มีความต้องการจะเรียนต่อ หรือ ทำงานในสถาบัน หรือ องค์กรที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร

พูดง่ายๆ ก็คือ ใครที่อยากเรียนต่อโปรแกรมอินเตอร์ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศก็ต้องผ่านการสอบ

ทำไม ทุกคน จะต้องทำคะแนน IELTS รวมไปถึงคนที่จะไปทำงานหรือจะย้ายไปอยู่ในต่างประเทศหลายๆ ประเทศก็ต้องสอบด้วยเหมือนกัน เรียกว่า ถ้าสามารถ ก็สอบเก็บไว้ก็ดี สำหรับ วัยทำงาน 25-35 ปี

คนที่จะย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศก็ต้องใช้ผลของ ielts เป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอวีซ่า เพื่อแสดงให้ เห็นว่า เราสามารถสื่อสารได้ มีความพร้อมในการ ย้ายถิ่นฐาน โดยมีคะแนนที่ต้องการกำหนดไว้แล้ว ยิ่นผลสอบพร้อมใบสมัครวีซ่า

IELTS มีข้อสอบ 2 ประเภท

แต่ละประเภท มีคุณสมบัติเพื่อใช้คะแนนไม่เหมือนกัน การสอบแต่ละประเภท มีจุดประสงค์การนำไปใช้ แตกต่างกัน 

1. แบบแรกเรียกว่า IELTS Academic เป็นข้อสอบสำหรับคนที่จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือการขึ้นทะเบียนวิชาชีพต่างๆ โดยมากผู้สอบจะเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการเรียนต่อ 

2. ส่วนข้อสอบแบบที่ 2 เรียกว่า IELTS General Training

อันนี้มีไว้สำหรับคนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย หรือแคนาดา รวมถึงผู้ที่จะไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา ไปเข้าร่วมโปรแกรมฝึกอบรม หรือไปทำงาน ในที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร จะเป็นการเรียกดูคะแนนประกอบการพิจารณา ว่าจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ได้หรือไม่ 

ข้อสอบทั้ง 2 เวอร์ชั่น ทดสอบทักษะการสื่อสารทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการฟัง ทักษะการอ่าน ทักษะเขียน และทักษะการพูด ตามลำดับ ในส่วนของการทดสอบทักษะการฟังและทักษะการพูด จะใช้ข้อสอบชุดเดียวกันสำหรับการสอบทั้ง 2 เวอร์ชั่น แต่การวัดผลทักษะการอ่านและทักษะการเขียน

ผู้สอบต้องเลือกได้ว่าจะสอบแบบ Academic หรือ General Training  ตอนที่สมัครสอบ ซึ่งโดยปกติ

สำหรับคนที่จะไปเรียนต่อก็ใช้  ielts  Academic นั่นเอง คะแนนที่ต้องการ ส่วนมากจะอยู่ที่ 6.5 ขึ้นไป ยิ่งได้คะแนนสูง ก็ยิง่ได้ รับการพิจารณาเข้าเรียนต่อได้มากขึ้น 

ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับข้อสอบ

ในแต่ละ section กันดีกว่าSection Content Time ScoringListening 4 recordings, 40 คำถาม

•         Recording 1 – บทสนทนาทั่วไประหว่าง 2 คน

•         Recording 2 – บทพูดคนเดียวเกี่ยวกับเรื่องราวทั่วๆไป

•         Recording 3 – บทสนทนาระหว่างบุคคลไม่เกิน 4 คน เกี่ยวกันเรื่องราวทางการศึกษาและวิชาการ

•         Recording 4 – บทพูดคนเดียวเกี่ยวกับข้อมูลวิชาการ เช่นการสอนในห้องเรียน 30 นาที 1-9Reading 3 reading passages,

40 คำถาม Reading passage 3 ชิ้น ซึ่งอาจจะเป็นหัวข้อของการบรรยายและข้อเท็จจริง ไปจนถึงการวิเคราะห์และข้อขัดแย้ง 60 นาที

1-9Writing 2 tasks

•         Task 1 – ผู้สอบต้องเขียนอธิบายและสรุปข้อมูลจากกราฟ ตาราง ชาร์จ หรือแผนภาพ โดยใช้สำนวนภาษาของตนเอง

•         Task 2 – ผู้สอบต้องเขียนเรียงความเพื่อแสดงความคิดเห็น โต้แย้ง หรือสนับสนุน  60 นาที 1-9Speaking 3 parts, สัมภาษณ์แบบ face-to-face

•         Part 1 – ผู้คุมสอบถามคำถามทั่วไปเกี่ยวกับตัวผู้สอบในหัวข้อที่คุ้นเคย เช่น เรื่องครอบครัว การงาน การเรียน และความสนใจส่วนตัว ใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที

•         Part 2 – ผู้สอบจะได้รับบัตรคำถาม จะมีเวลาเตรียมตัวก่อนตอบคำถาม 1 นาที จากนั้นจะต้องตอบคำถามโดยใช้เวลาประมาณ 2 นาที แล้วผู้คุมสอบก็จะถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อในบัตรคำถามเพิ่มอีก 1-2 ข้อ

•         Part 3 – ผู้คุมสอบจะถามคำถามต่อเนื่องจากหัวข้อใน Part 2 11-14 นาที 1-9แล้ว IELTS เค้าให้คะแนนกันยังไงนะ ผู้ สอบ IELTS จะได้คะแนนตั้งแต่ 1-9 ในแต่ละ section ของข้อสอบ (ฟัง-อ่าน-เขียน-พูด)

โดยคะแนนจะขยับทีละ 0.5 เพราะฉะนั้น คุณอาจจจะได้คะแนน 5.0, 6.5 หรือ 8.0 เป็นต้น

จากนั้น คะแนนที่ได้ในแต่ละ section จะถูกนำมารวมกันแล้วหารเฉลี่ย เพื่อคำนวณคะแนนเฉลี่ยโดยรวม

ซึ่งก็จะมีคะแนนตั้งแต่ 0-9 เช่นเดียวกัน

คะแนน IELTS ที่จะเป็นที่ยอมรับ โดยทั่วไป อยู่ที่ 7.0 ขึ้นไป ยิ่งคะแนนสูง ยิ่งดี หลายมหาวิทยาลัย จะรับเข้าได้ โดยง่าย และ พิจารณาเป็น อันดับต้นต้น

ในรูปแบบการเรียน การสอนที่นี่ นักเรียนสามารถเลือกได้ หลากหลาย คอร์ส เลือกแบบติวเดี่ยวก็ได้ในกรณีต้องการ เรียนแบบเข้มข้น และเร่งด่วน เพื่อการสอบโดยเฉพาะ หรือ เลือกเรียนเป็นกลุ่ม จำกัด ที่กลุ่มละไม่เกิน 12 คน บรรยากาศ เป็น ภาษาอังกฤษ 100% 

 

โครงสร้าง IELTS